ยิ่ง Local ยิ่งไปได้ไกล: ถอดบทเรียนการออกแบบอีสาน จากภูมิปัญญาใกล้ตัวสู่คุณค่าใหม่ระดับโลก
เผยแพร่เมื่อ 14 ชั่วโมงที่แล้ว
ยิ่ง Local ยิ่งไปได้ไกล: ถอดบทเรียนการออกแบบอีสาน จากภูมิปัญญาใกล้ตัวสู่คุณค่าใหม่ระดับโลก

ของใกล้ตัวจะกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วโลกมองเห็นคุณค่าและพร้อมจ่ายได้อย่างไร?
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การทำให้ความเป็นท้องถิ่นดูสากลขึ้น แต่อยู่ที่การเข้าใจรากเดิมให้ลึกพอ แล้วใช้การออกแบบช่วยพาไปสู่บริบทใหม่
เวที Design and Creative Talk: Isan Design Local Wisdom to Global Impact ชวนนักสร้างสรรค์จาก 3 สาขามาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทั้ง คุณชาญวิทย์ อนันต์วัฒนกุล Founder, Wish Architect Design Studio, คุณพราวพรรณ เลาหพงศ์ชนะ CEO / Design Director, Quattro Design และ เชฟแกรนด์ ดลวัฒน์ ศรีสำราญ Founder & Head Chef, Melt Beef และ Elpaso Modern Tapas ดำเนินรายการโดย คุณสารัช เมืองหมุด นักพัฒนากลยุทธ์แหล่งบ่มเพาะธุรกิจสร้างสรรค์อาวุโส CEA
แม้ทั้งสามคนทำงานต่างแขนงกัน ทั้งสถาปัตยกรรม เฟอร์นิเจอร์ และอาหาร แต่สิ่งที่เชื่อมโยงกันคือการไม่ได้มองภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นเพียงภาพจากอดีต หากมองเป็น “ทุนที่ยังมีชีวิต” ซึ่งสามารถทดลอง พัฒนา และเข้าไปอยู่ในชีวิตร่วมสมัยได้อีกหลายรูปแบบ
Local Wisdom ไม่ได้อยู่แค่ในลวดลาย แต่อยู่ใน “คน”
สำหรับคุณชาญวิทย์ หัวใจสำคัญของ Wish Architect Design Studio ไม่ได้อยู่ที่การสร้างสไตล์ทางสถาปัตยกรรมซึ่งมองเห็นแล้วจดจำได้ทันที แต่คือกระบวนการทำงานที่เชื่อม Research, Design และ Construction เข้าด้วยกัน
แทนที่จะออกแบบเสร็จแล้วส่งแบบให้ช่างทำตาม ทีมสถาปนิกลงไปทำงานหน้างานร่วมกับช่าง มองช่างเป็นส่วนหนึ่งของทีมออกแบบ และเปิดพื้นที่ให้ทุกคนร่วมกันทดลอง แก้ปัญหา และพัฒนารายละเอียดของงานไปพร้อมกัน

“เราไม่ได้มาหาช่าง แต่มาหาคนที่มีความรู้จริง และพร้อมดีไซน์ไปด้วยกัน” คือแนวคิดที่ทำให้การทำงานของสตูดิโอค่อย ๆ เติบโตขึ้นจากศักยภาพของคนในพื้นที่
สิ่งที่คุณชาญวิทย์มองเห็นในคนอีสานคือ “ความยืดหยุ่น” เมื่อพบโจทย์ใหม่ ทีมงานไม่ได้เริ่มจากคำว่าไม่เคยทำหรือทำไม่ได้ แต่มักตอบกลับด้วยความพร้อมที่จะลอง ความเป็นไปได้ใหม่จึงเกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันมากกว่าการกำหนดคำตอบทั้งหมดไว้ล่วงหน้า

แนวคิดนี้ปรากฏอยู่ในหลายโครงการของสตูดิโอ ตั้งแต่การเปลี่ยนตู้คอนเทนเนอร์ที่เหลือในโรงงานให้กลายเป็นบ้าน การนำชิ้นส่วนที่ถูกตัดออกจากบ้านหลังแรกกลับมาสร้างพื้นที่ต่อเติม ไปจนถึงการใช้เศษไม้จากโรงงาน วัสดุรื้อถอน และองค์ประกอบจากอาคารเก่ามาพัฒนาเป็นพื้นที่ใช้งานใหม่
วัสดุเหล่านี้ไม่ได้ถูกเลือกเพียงเพราะช่วยลดขยะหรือลดต้นทุน แต่เพราะยังมีความทรงจำและความสัมพันธ์ของเจ้าของพื้นที่ซ่อนอยู่ ไม้จากโรงพิมพ์รุ่นปู่รุ่นพ่อจึงไม่ใช่แค่ไม้เก่า และรอยขีด รอยสี หรือความไม่สมบูรณ์ของอาคารก็ไม่จำเป็นต้องถูกลบทิ้งทั้งหมด
การออกแบบจึงไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “จะใส่อะไรใหม่เข้าไป” เสมอไป แต่อาจเริ่มจากการมองให้เห็นว่า สิ่งที่มีอยู่แล้วกำลังบอกเล่าอะไร และเราจะทำให้เรื่องราวนั้นกลับมามีชีวิตในฟังก์ชันใหม่ได้อย่างไร
Key Takeaway: ความเป็น Local อาจไม่ได้ปรากฏผ่านรูปทรงแบบพื้นถิ่น แต่อยู่ในวิธีทำงานกับคน วัสดุ และความทรงจำของสถานที่อย่างเข้าใจ
จากผืนผ้าดอนกอย สู่เฟอร์นิเจอร์ที่พาความเป็นอีสานไปไกลกว่าเดิม

ในมุมของคุณพราวพรรณ การพาภูมิปัญญาท้องถิ่นไปสู่ตลาดโลก ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนของเดิมจนไม่เหลือราก แต่คือการออกแบบ “บริบทใหม่” ให้คุณค่าเดิมสามารถสื่อสารกับผู้คนในอีกวัฒนธรรมหนึ่งได้
กรณีศึกษาสำคัญคือ Thailand Gallery ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งนำผ้าทอจากกลุ่มดอนกอย จังหวัดสกลนคร มาพัฒนาร่วมกับงานเฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งพื้นที่
ผ้าไทยที่เคยถูกมองในฐานะวัสดุสำหรับเครื่องแต่งกาย ถูกนำมาทดลองใช้กับเก้าอี้ โซฟา หมอน พรม และองค์ประกอบภายใน โดยทีมออกแบบต้องทำความเข้าใจทั้งความหนา ความแข็งแรง พื้นผิว สีธรรมชาติ และข้อจำกัดของการทอ ก่อนเลือกวิธีจัดวางลวดลายให้เข้ากับสัดส่วนของเฟอร์นิเจอร์
บางครั้งชุมชนต้องปรับขนาดของลายให้เหมาะกับฐานโซฟา บางครั้งผ้าหลายลายถูกนำมาต่อกันในเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเดียวเพื่อให้ผลงานดูร่วมสมัยขึ้นแต่ยังรักษาภาษาของงานฝีมือดั้งเดิมเอาไว้
หัวใจของกระบวนการนี้คือการไม่เข้าไปเปลี่ยนชุมชนมากเกินไป คุณพราวพรรณมองว่านักออกแบบจำเป็นต้องให้เกียรติความรู้ที่มีอยู่ก่อน พร้อมทำหน้าที่ประสานระหว่างทักษะของช่างทอ ความต้องการของตลาด ละการใช้งานในชีวิตจริง
ผลลัพธ์จึงไม่ได้เกิดจากนักออกแบบฝ่ายเดียว แต่เป็นการ Co-creation ระหว่างผู้สร้างสรรค์หลายฝ่าย ตั้งแต่ช่างทอ นักออกแบบ หน่วยงานภาครัฐ สถานทูต ไปจนถึงพันธมิตรในต่างประเทศ
สิ่งที่สร้างความประทับใจให้คุณพราวพรรณไม่ใช่เพียงความงามของผ้า แต่คือความเป็นมืออาชีพของกลุ่มช่างทอ ทั้งการสื่อสาร การรักษาเวลา และความสามารถในการผลิตงานให้ตรงตามมาตรฐานของโครงการระดับนานาชาติ

เมื่อผลงานถูกนำไปจัดแสดง ผู้ชมต่างชาติเริ่มมองเห็นผ้าไทยในอีกมิติหนึ่ง จากสิ่งที่ใช้ตัดเสื้อผ้า ไปสู่วัสดุสำหรับเฟอร์นิเจอร์และไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย ซึ่งสามารถเข้าไปอยู่ในบ้าน โรงแรม และพื้นที่เชิงพาณิชย์ได้จริง
นั่นทำให้คำว่า “Luxury” ไม่ได้หมายถึงของราคาแพงเท่านั้น แต่อาจหมายถึงสิ่งที่มีเรื่องราว มีทักษะของมนุษย์อยู่เบื้องหลัง ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ และไม่สามารถผลิตให้เหมือนกันทุกชิ้นได้อย่างสมบูรณ์
Key Takeaway: การยกระดับงานคราฟต์ไม่ใช่การทำให้ดูสากลจนสูญเสียตัวตน แต่คือการสร้างรูปแบบการใช้งานใหม่ ซึ่งทำให้ผู้คนมองเห็นและเข้าถึงคุณค่าดั้งเดิมได้ง่ายขึ้น
เมื่อรสชาติท้องถิ่นพบกับเทคนิคระดับสากล
เชฟแกรนด์เติบโตที่ขอนแก่น ก่อนเดินทางไปศึกษาและเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากห้องครัวในต่างประเทศ ทั้งออสเตรเลียและแคนาดา รวมถึงการทำงานร่วมกับเชฟระดับมิชลิน แต่ในท้ายที่สุด เขาเลือกกลับมาใช้ความรู้เหล่านั้นพัฒนาสิ่งที่อยู่ในบ้านเกิด

จุดเริ่มต้นของการออกแบบอาหารสำหรับเชฟแกรนด์ ไม่ได้อยู่ที่การค้นหาวัตถุดิบแปลกใหม่จากต่างประเทศ แต่อยู่ที่การกลับมามองสิ่งใกล้ตัวให้ละเอียดกว่าเดิม
ตั้งแต่เนื้อวากิวจากผู้ผลิตในขอนแก่น ผักจากฟาร์มท้องถิ่น ไปจนถึงวัตถุดิบคุ้นเคยอย่างปลาร้าและผักแขยง ทุกอย่างสามารถนำไปสร้างเมนูร่วมสมัยได้ เมื่อจับคู่กับความรู้ด้านเทคนิคและความเข้าใจในธรรมชาติของวัตถุดิบ
ที่ Elpaso Modern Tapas เชฟแกรนด์ไม่ได้พยายามเปิดร้านอาหารสเปนแบบดั้งเดิม แต่หยิบแนวคิดของ “ทาปาส” มาใช้เป็นวิธีนำเสนอ ก่อนเติมตัวตนของเชฟจากขอนแก่นลงไป ผ่านอาหารยุโรปที่มี Asian Touch และรสชาติอีสานแทรกอยู่ในรายละเอียด
แทนที่จะมองหาวัตถุดิบใหม่จากที่ไกลตัว เชฟแกรนด์เลือกกลับมาสำรวจของดีจากบ้านเกิด แล้วใช้ความรู้และประสบการณ์จากครัวนานาชาติ ช่วยพัฒนาวัตถุดิบอีสานให้กลายเป็นประสบการณ์อาหารร่วมสมัยในแบบของตัวเอง

เมื่อร้านอาหารเลือกใช้วัตถุดิบจากฟาร์มอย่างต่อเนื่อง ผู้ผลิตก็มีโอกาสพัฒนาคุณภาพและมีตลาดรองรับ ขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่ก็เริ่มมองเห็นว่า ของดีไม่จำเป็นต้องอยู่ไกลบ้านเสมอไป
ความได้เปรียบของเชฟจากท้องถิ่นจึงไม่ได้มีเพียงความคุ้นเคยกับรสชาติ แต่คือความสามารถในการเข้าใจบริบทของวัตถุดิบ รู้จักผู้ผลิต และมองเห็นความเป็นไปได้ที่คนนอกพื้นที่อาจมองไม่เห็น
Key Takeaway: การไปสู่ระดับโลกไม่จำเป็นต้องละทิ้งรสชาติเดิม แต่ต้องเข้าใจแก่นของวัตถุดิบ แล้วใช้เทคนิคและภาษาร่วมสมัยช่วยทำให้คนกลุ่มใหม่เข้าถึงได้
“ความเดิ้น” ของอีสาน คือการเข้าใจของเดิม แล้วพาไปข้างหน้า
ในช่วงท้ายของวงสนทนา คุณสารัชชวนทั้งสามคนตอบคำถามเดียวกันว่า ความเป็น Northeast Modern หรือ “ความเดิ้นของอีสาน” ในมุมของแต่ละคนคืออะไร
สำหรับคุณชาญวิทย์ คำตอบคือ ความยืดหยุ่น คนอีสานสามารถปรับตัวเข้ากับพื้นที่ ผู้คน และเงื่อนไขใหม่ได้โดยไม่ติดอยู่กับกรอบเดิม ความยืดหยุ่นนี้ทำให้ทีมงานจากขอนแก่นเดินทางไปทำงานในหลายพื้นที่ เรียนรู้วิถีใหม่ และสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัวได้อย่างเป็นธรรมชาติ
สำหรับคุณพราวพรรณ ความเดิ้นคือ แนวคิดด้านความยั่งยืนที่ฝังอยู่ในวิถีชีวิต ก่อนที่คำว่า Sustainability จะกลายเป็นกระแส ผู้คนในชุมชนก็นำวัสดุธรรมชาติมาใช้ ผลิตเท่าที่จำเป็น ถ่ายทอดทักษะระหว่างรุ่น และอยู่ร่วมกับทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าอยู่แล้ว ความร่วมสมัยจึงอาจไม่ใช่การคิดสิ่งใหม่ทั้งหมด แต่คือการมองเห็นว่าความรู้เดิมตอบคำถามของโลกปัจจุบันได้อย่างไร
ส่วนเชฟแกรนด์มองว่า คนรุ่นใหม่อีสานกำลังเดินไปอีกขั้น จากการพยายามค้นหาสิ่งใหม่ มาเป็นการ เข้าใจสิ่งเก่า แล้วเล่าใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม หัตถกรรม หรือวัฒนธรรม เมื่อองค์ความรู้สมัยใหม่เข้ามาเสริม รากเดิมก็สามารถกลายเป็นสิ่งที่ทำให้โลกภายนอกอยากรู้จักอีสานมากขึ้น
สามคำตอบนี้ชี้ให้เห็นตรงกันว่า Local Wisdom ไม่ได้อยู่เฉพาะในวัตถุหรือผลิตภัณฑ์ แต่อยู่ในตัวคน ตั้งแต่วิธีคิด ทักษะ ความสัมพันธ์กับพื้นที่ ไปจนถึงความกล้าทดลองและปรับตัว
เพราะยิ่งเข้าใจความเป็น Local ได้ลึกเท่าไร เราก็ยิ่งมีเรื่องราวที่แตกต่าง ชัดเจน และพร้อมเดินทางไปได้ไกลมากขึ้นเท่านั้น
_
เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569
11 – 19 กรกฎาคม 2569
ติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมที่สนใจได้ที่
Website: isancreativefestival.com
Line: @isancf
Facebook: isancreativefestival
Instagram: @isancreativefestival
#ISANCREATIVEFESTIVAL
#เทศกาลอีสานสร้างสรรค์
#ISANCF2026
#NORTHEASTMODERN
