ISAN Creative Talk: อีสานเดิ้น (ISAN Modern) จากรากเดิมสู่โอกาสใหม่ พลิกโฉมอีสานอย่างไรให้ ‘เดิ้น’
เผยแพร่เมื่อ 14 ชั่วโมงที่แล้ว
ISAN Creative Talk: อีสานเดิ้น (ISAN Modern) จากรากเดิมสู่โอกาสใหม่ พลิกโฉมอีสานอย่างไรให้ ‘เดิ้น’
อีสานมีของดีอยู่มากมาย แต่จะทำอย่างไรให้สิ่งเหล่านั้นไม่หยุดอยู่เพียงความภาคภูมิใจของคนในพื้นที่ และสามารถเติบโตเป็นสินค้า ธุรกิจ อาชีพ หรือประสบการณ์ที่ผู้คนจากภายนอกอยากเข้ามาทำความรู้จัก

บทสนทนาครั้งนี้รวบรวม 5 มุมมองจากคนทำงานต่างสาขา แต่มีจุดร่วมเดียวกันคือการนำต้นทุนจากบ้านเกิดมาต่อยอด ได้แก่ คุณม๊าเดี่ยว อภิเชษฐ์ เอติรัตนะ ดีไซเนอร์และครีเอเตอร์สายแฟชั่น, คุณแน้ง วิญาณี วงษ์ธรรม ผู้ก่อตั้งแบรนด์ POR (พอร์), คุณป้อม ศุภชัย มิ่งขวัญ เจ้าของไร่ภูตะวัน Organic Seeds & Farm, คุณอ๊อด ปกรณ์ แก้ววงษา เจ้าของเพจประเทดอุบล และ คุณพล ทวีพล พวงแก้ว Co-founder สิงห์ท่า เธียเตอร์
ดำเนินรายการโดย คุณเคน นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและบรรณาธิการบริหาร บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด ซึ่งเปิดเวทีด้วยคำถามชวนคิดว่า อีสานมีของดีอะไรซ่อนอยู่บ้าง และจะทำอย่างไรให้สิ่งเหล่านั้นไม่หยุดอยู่แค่ในพื้นที่ แต่สามารถเดินทางไปสร้างคุณค่าได้ไกลกว่าเดิม

ของดีอีสานคืออะไร?
คำถามแรกดูเหมือนเรียบง่าย แต่คำตอบจากทั้ง 5 คนกลับพาไปเห็น “ของดี” ในมิติที่แตกต่าง ตั้งแต่สิ่งของธรรมดา พืชที่ถูกลืม เทคโนโลยีการเกษตร ผู้คน ไปจนถึงพื้นที่ซึ่งเก็บความทรงจำของเมืองเอาไว้
ม๊าเดี่ยว: ของดีอยู่รอบตัว อย่ากลัวที่จะหยิบมาใช้
สำหรับ ม๊าเดี่ยว อภิเชษฐ์ เอติรัตนะ ของดีอีสานไม่ได้จำกัดอยู่ในผลิตภัณฑ์ชิ้นใดชิ้นหนึ่ง แต่มีอยู่ในทุกประสาทสัมผัส ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง วัสดุ ดนตรี อาหาร และวิถีชีวิต
เครื่องสาน ผ้าขาวม้า หรือของใช้ธรรมดาในบ้าน อาจเป็นเพียงสิ่งที่คนในพื้นที่เห็นอยู่ทุกวัน แต่ในสายตาของนักออกแบบ สิ่งเหล่านี้สามารถกลายเป็นแฟชั่น งานศิลปะ หรือวัตถุดิบของคอนเทนต์ร่วมสมัยได้
“อีสานมีดีทั้งรูป รส กลิ่น และเสียง จริง ๆ มันมีทุกอย่าง”

ม๊าเดี่ยวมองว่า หลายครั้งอุปสรรคไม่ได้อยู่ที่อีสานไม่มีของดี แต่อยู่ที่คนทำงานสร้างสรรค์ยังกลัวว่าสิ่งที่หยิบมาใช้จะดูเชยหรือไม่เข้ากับกระแส จึงฝากวิธีคิดตรงไปตรงมาว่า อย่ากลัวสายตาของคนอื่น และอย่ากลัวที่จะทดลองกับสิ่งใกล้ตัว
การพาวัฒนธรรมไปข้างหน้าก็ไม่จำเป็นต้องเก็บทุกอย่างไว้ในรูปแบบเดิม แต่สามารถนำไปผสมผสานกับวัฒนธรรมอื่นได้ คล้ายการผสมสีให้เกิดเฉดใหม่ โดยยังรู้ว่าสีตั้งต้นมาจากไหน
ในโลกของสื่อ ม๊าเดี่ยวยังมองว่า ผู้ชมอาจไม่ได้ต้องการคอนเทนต์ที่สมบูรณ์แบบทุกจังหวะ แต่กำลังมองหาความจริง ความเป็นมนุษย์ และเบื้องหลังที่ทำให้รู้สึกเชื่อมโยงได้ ความ “เดิ้น” จึงอาจเป็นการกล้าเล่ารากของตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องปรุงแต่งจนสูญเสียตัวตน
แน้ง: กลับบ้านพร้อมสายตาคู่ใหม่ แล้วพบคุณค่าในปอแก้ว
ก่อนกลับมาทำการเกษตรที่บ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น แน้ง วิญาณี วงษ์ธรรม ผู้ก่อตั้งแบรนด์ POR (พอร์) เคยทำงานเป็นวิศวกรอยู่ในกรุงเทพฯ กระทั่งความเปลี่ยนแปลงในช่วงโควิดทำให้เธอกลับมาตั้งคำถามถึงความมั่นคงของชีวิตและอาชีพ
เมื่อกลับบ้าน เธอเริ่มสำรวจว่าพื้นที่มีทรัพยากรอะไร และจะสร้างทางเลือกใหม่ให้เกษตรกรได้อย่างไร จนมาพบกับ “ปอแก้ว” พืชที่เคยปลูกในอีสานเพื่อใช้ประโยชน์จากเส้นใย ก่อนจะค่อย ๆ ถูกลดบทบาทลงเมื่อวัสดุสังเคราะห์เข้ามาแทนที่

สิ่งที่คนทั่วไปอาจมองเป็นเพียงวัชพืชหรือพืชสำหรับทำกระสอบ กลับมีศักยภาพซ่อนอยู่ในเมล็ด ลำต้น ใบ และเส้นใย แน้งจึงเริ่มสะสมเมล็ดพันธุ์ ศึกษาข้อมูล ทำงานร่วมกับห้องปฏิบัติการ มหาวิทยาลัย และเกษตรกร ก่อนพัฒนาไปเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวภายใต้แบรนด์ POR
“เราปลูกคุณค่าผ่านพืช แล้วก็ขายคุณค่าผ่านผลิตภัณฑ์”
ประโยคนี้สะท้อนว่า ธุรกิจของเธอไม่ได้หยุดอยู่ที่การนำพืชมาแปรรูปเป็นสินค้า แต่กำลังสร้างระบบที่เชื่อมตั้งแต่แปลงปลูก เกษตรกร งานวิจัย การแปรรูป ไปจนถึงผู้บริโภค
ในยุคที่ลูกค้าไม่ได้สนใจเพียงคุณสมบัติของสินค้า แต่ต้องการรู้ว่าวัตถุดิบมาจากไหน ใครเป็นผู้ผลิต ดูแลคนและสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ความโปร่งใสและความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับจึงกลายเป็นคุณค่าของแบรนด์
“อีสานเดิ้น” ในมุมของแน้ง จึงไม่ใช่การแต่งหน้าของเดิมให้ดูใหม่เท่านั้น แต่คือการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และผู้คนหลายภาคส่วนมาร่วมกันสร้างระบบที่ทำให้ทรัพยากรท้องถิ่นเติบโตได้จริง
ป้อม: ความแห้งแล้งไม่ใช่อุปสรรค เมื่อเกษตรกรวางแผนแบบผู้ประกอบการ
ป้อม ศุภชัย มิ่งขวัญ เจ้าของไร่ภูตะวัน Organic Seeds & Farm เติบโตในครอบครัวเกษตรกรที่จังหวัดอำนาจเจริญ ก่อนเดินทางไปเรียนรู้และทำงานด้านเกษตรในประเทศอิสราเอล
การได้เห็นพืชเติบโตท่ามกลางทะเลทราย ทำให้เขาตระหนักว่า สภาพภูมิอากาศไม่ใช่ข้อจำกัด หากรู้จักใช้เทคโนโลยี การบริหารจัดการน้ำ ระบบโรงเรือน และการวางแผนการผลิตอย่างเหมาะสม
เมื่อกลับอีสาน ป้อมจึงไม่ได้เพียงนำเทคโนโลยีกลับมา แต่ยังนำวิธีคิดเรื่องการรวมกลุ่มและการวางตลาดก่อนผลิตมาปรับใช้ จากเดิมที่เกษตรกรต่างคนต่างปลูกแล้วค่อยหาที่ขาย เปลี่ยนเป็นการศึกษาก่อนว่าตลาดต้องการอะไร ต้องการปริมาณเท่าใด และต้องส่งมอบอย่างต่อเนื่องแค่ไหน
เมื่อรู้ว่าลูกค้าต้องการผลผลิตตลอดทั้งปี จึงค่อยย้อนกลับมาออกแบบระบบโรงเรือน วงจรการเพาะปลูก และเครือข่ายเกษตรกรให้สอดคล้องกับความต้องการนั้น
“เกษตรทุกวันนี้ไม่ได้แข่งกันที่ราคาขาย แต่แข่งกันว่าใครมีต้นทุนการผลิตต่ำที่สุด”
เทคโนโลยีสำหรับป้อมจึงไม่ใช่เครื่องประดับของฟาร์ม แต่ต้องช่วยลดต้นทุน ลดแรงงาน ควบคุมคุณภาพ และทำให้เกษตรกรคาดการณ์รายได้ได้มากขึ้น
เป้าหมายปลายทางไม่ใช่เพียงการทำให้ไร่ภูตะวันเติบโต แต่คือการสร้างอาชีพที่มั่นคงในพื้นที่ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านเกิดเพราะไม่มีทางเลือก
อีสานมีที่ดิน มีแรงงาน และมีองค์ความรู้ แต่ต้องเปลี่ยนจากการเกษตรตามความเคยชิน ให้กลายเป็นธุรกิจที่รู้จักต้นทุน เข้าใจตลาด และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง
อ๊อด: อย่าให้คนสนใจเพราะเป็น “ของอีสาน” แต่ให้สนใจเพราะมันดีจริง
ในมุมของ อ๊อด ปกรณ์ แก้ววงษา เจ้าของเพจประเทดอุบล ของดีที่สำคัญที่สุดของอีสานคือ “คน”
คนอีสานมีความสนุก เปิดรับสิ่งใหม่ ปรับตัวเก่ง และสร้างสรรค์ สิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาเป็นอาหาร ดนตรี วัฒนธรรม ผลิตภัณฑ์ และเรื่องราวมากมาย แม้เจ้าของผลงานบางคนจะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่แล้วก็ตาม

อ๊อดตั้งข้อสังเกตว่า ภาพจำของอีสานในอดีตมักถูกนำเสนอผ่านความแห้งแล้งและขาดแคลน ทั้งที่พื้นที่นี้เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ การถนอมอาหาร และวัฒนธรรมความสนุกที่เกิดขึ้นจากวิถีชีวิตของผู้คน
แต่การพาของดีเหล่านี้ออกไปไกล ไม่ควรพึ่งเพียงการติดป้ายว่าเป็น “ของอีสาน”
“เราอยากให้คนกินส้มตำเพราะมันอร่อย ไม่ใช่กินเพราะมันเป็นอาหารอีสาน”
เช่นเดียวกับการดูซีรีส์จากต่างประเทศ ผู้ชมอาจไม่ได้ดูเพราะอยากเรียนรู้ประเทศต้นทาง แต่ดูเพราะเรื่องนั้นสนุก เมื่อชอบแล้วจึงค่อยย้อนกลับไปสนใจภาษา วัฒนธรรม และพื้นที่ซึ่งสร้างผลงานขึ้นมา
หน้าที่ของสื่อจึงเป็นการทำให้เนื้อหาดีพอที่จะข้ามกำแพงของพื้นที่ ทำให้คนภายนอกเข้าถึงได้โดยไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว แล้วค่อยพาพวกเขากลับไปพบรากของสิ่งนั้นภายหลัง
ความเป็นอีสานจึงไม่จำเป็นต้องถูกประกาศอยู่ตลอดเวลา แต่อาจแทรกอยู่ในมุมมอง ภาษา อารมณ์ขัน และวิธีเล่าเรื่องอย่างเป็นธรรมชาติ
พล: อย่าทิ้งเมืองเล็ก เพราะคนเก่งยังต้องการพื้นที่พบกัน
พล ทวีพล พวงแก้ว Co-founder สิงห์ท่า เธียเตอร์ มองของดีของอีสานผ่านสถาปัตยกรรม เรื่องเล่า และผู้คนในเมืองเล็กอย่างยโสธร

ย่านเมืองเก่าของยโสธรยังมีอาคารจากหลายช่วงเวลา ตั้งแต่บ้านเก่า อาคารซึ่งได้รับอิทธิพลจากหลายวัฒนธรรม ไปจนถึงโรงภาพยนตร์ยุคใหม่ของเมือง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงฉากหลัง แต่เป็นหลักฐานของการเติบโตและการผสมผสานทางวัฒนธรรม
สิงห์ท่า เธียเตอร์ เกิดจากการนำโรงหนังเก่ากลับมาใช้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ ซึ่งสามารถเปลี่ยนไปตามกิจกรรม บางวันเป็นโรงภาพยนตร์ บางวันเป็นแกลเลอรี ตลาดงานคราฟต์ พื้นที่แสดงดนตรี หรือห้องทดลองของศิลปินและเยาวชน
“อย่าทิ้งเมืองเล็ก ๆ เมืองเล็กยังต้องการโอกาส และยังต้องการพื้นที่”
หัวใจของสิงห์ท่า เธียเตอร์ ไม่ได้อยู่เพียงการบูรณะอาคารเก่า แต่อยู่ที่การสร้างพื้นที่ให้คนซึ่งอาจไม่เคยพบกันในชีวิตประจำวันได้มาพูดคุยและทำงานร่วมกัน
ผู้ร่วมก่อตั้งพื้นที่มาจากหลากหลายอาชีพ ตั้งแต่ผู้ประกอบการ บุคลากรทางการแพทย์ นักกฎหมาย ครู นักดนตรี ไปจนถึงคนทำงานสร้างสรรค์ เมื่อมีพื้นที่กลาง ความรู้และเครือข่ายจากคนละสาขาจึงเริ่มเชื่อมต่อกัน
เมืองเล็กไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่หลายครั้งขาดพื้นที่ซึ่งเปิดให้คนเหล่านั้นได้แสดงผลงาน ทดลอง และมองเห็นกัน สิงห์ท่า เธียเตอร์ จึงถูกวางให้เป็นเสมือน Sandbox ที่สามารถลองกิจกรรมใหม่ได้ โดยไม่ต้องมีคำตอบเรื่องผลกำไรตั้งแต่วันแรก
เพราะเมื่อพื้นที่เปิดกว้างพอ ความคิดสร้างสรรค์ก็มีโอกาสเกิดขึ้น และคนในเมืองไม่จำเป็นต้องเดินทางออกไปหาโอกาสจากเมืองใหญ่เพียงทางเดียว
แล้วจะพาอีสานไปข้างหน้าอย่างไร?
เมื่อเคนถามต่อว่า อีสานควรทำอะไรเพื่อให้ของดีเหล่านี้ไปได้ไกลกว่าเดิม คำตอบจากทั้ง 5 คนชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การมีรากที่เข้มแข็งยังไม่เพียงพอ หากไม่รู้จักปรับวิธีนำเสนอ สร้างมาตรฐาน และเชื่อมโยงกับผู้คนภายนอก
ม๊าเดี่ยวเสนอว่า วัฒนธรรมไม่ควรถูกเก็บไว้โดยไม่เปลี่ยนแปลง แต่ควรถูกนำไปผสมผสาน ทดลอง และสร้างภาษารูปแบบใหม่ เพื่อให้คนจากต่างพื้นที่เข้าถึงได้
แน้งมองว่า ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นต้องสร้างความน่าเชื่อถือผ่านข้อมูล งานวิจัย ความโปร่งใส และระบบที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ เพราะผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ซื้อแค่สินค้า แต่ซื้อคุณค่าและความเชื่อมั่นด้วย
ป้อมย้ำว่า การเกษตรต้องเริ่มจากตลาด ใช้เทคโนโลยีลดต้นทุน และสร้างมาตรฐานที่ทำให้ผลผลิตสามารถแข่งขันหรือส่งออกได้
อ๊อดมองว่า สื่อต้องลดกำแพงของคำว่า “ท้องถิ่น” ทำให้เรื่องอีสานสนุกและเกี่ยวข้องกับทุกคน ก่อนค่อยพากลับไปค้นหารากของเรื่องราว
ส่วนพลชวนให้กลับมาสร้างโอกาสในเมืองเล็ก เพราะการส่งผลงานออกไปสู่โลกภายนอกสำคัญ แต่การสร้างพื้นที่ให้คนในบ้านเกิดได้พบกันและเติบโตก็สำคัญไม่แพ้กัน
ความเดิ้นไม่ได้อยู่ที่หน้าตา แต่อยู่ที่วิธีคิด
บทสนทนาบนเวทีทำให้เห็นว่า “อีสานเดิ้น” ไม่ใช่รูปแบบงานออกแบบหรือภาพลักษณ์สำเร็จรูปแบบใดแบบหนึ่ง
ความเดิ้นอาจเป็นการเปลี่ยนเครื่องสานให้กลายเป็นแฟชั่น มองพืชที่ถูกลืมเป็นวัสดุแห่งอนาคต ใช้เทคโนโลยีทำให้เกษตรกรกลับบ้านได้ เล่าเรื่องอีสานโดยไม่ต้องติดป้ายว่าเป็นอีสาน หรือเปลี่ยนโรงหนังเก่าให้กลายเป็นพื้นที่แห่งโอกาส
สิ่งที่เชื่อมทุกเรื่องเข้าด้วยกันคือการกลับไปมองของใกล้ตัวด้วยสายตาใหม่ เติมองค์ความรู้ มาตรฐาน เทคโนโลยี ตลาด และวิธีสื่อสารเข้าไป โดยไม่ลืมผู้คนและพื้นที่ซึ่งเป็นต้นทางของคุณค่าเหล่านั้น

_
เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569
11 – 19 กรกฎาคม 2569
ติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมที่สนใจได้ที่
Website: isancreativefestival.com
Line: @isancf
Facebook: isancreativefestival
Instagram: @isancreativefestival
#ISANCREATIVEFESTIVAL
#เทศกาลอีสานสร้างสรรค์
#ISANCF2026
#NORTHEASTMODERN
